วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

            ในปัจจุบัน แม้การศึกษาวิชาบริหารรัฐกิจของไทยได้มี วิวัฒนาการก้าวไปไกลพอสมควร แต่ด้วย ความเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากปัจจัยอันหลากหลาย ทั้ง ทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ทำให้การ ศึกษาวิชานี้ต้องมีการทบทวนกรอบภารกิจ และหน้าที่ของ การบริหารรัฐกิจ คือ
(1) การสอดส่อง ดูแล ควบคุมผลิตภัณฑ์และสินค้า ให้ได้มาตรฐานสำหรับประชาชน ทำให้เกิด ความเป็นธรรม
(2) การส่งเสริมธุรกิจใหม่ ๆ ที่เหมาะสมกับสภาวะ เศรษฐกิจปัจจุบัน
(3) การควบคุมและให้บริการกิจกรรมบางอย่างในการดำเนินชีวิต
(4) การเป็นเจ้าของทรัพย์สินสาธารณะ
(5) การให้บริการด้านเศรษกิจแก่ประชาชน
(6) รับผิดชอบการบริการสาธารณะโดยส่วนรวม และ ฯลฯ


ระบบราชการไทยในอุดมคติน่าจะมีลักษณะดังนี้
(1) ปราศจากการฉ้อราษฎรบังหลวง ไม่มีการโกง กิน เล่นพรรคเล่นพวก
(2) หน่วยงานต่าง ๆ ประสานงานกันอย่างกลม กลืน
(3) มีการกระจายอำนาจจากเบื้องบนสู่เบื้องล่าง
(4) ประชาชนผู้มารับบริการมีส่วนร่วมเป็นอย่างมาก
(5) มีการวางแผนอย่างดี
(6) มีการจัดข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง และทันสมัย
(7) มีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป
(8) ไม่มีอิทธิพลทางการเมือง


ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยหลายแห่งของรัฐอเมริกา ได้ เปลี่ยนชื่อวิชา "Public Administration" มา เป็นวิชา "Public Policy" ด้วยเหตุผลว่า การศึกษา บริหารรัฐกิจคือ การศึกษานโยบายสาธารณะนั่นเอง เนื้อหาของวิชารัฐประศาสนศาสตร์มีแนวความคิดค่อนข้าง หลากหลาย สำหรับความคิดในแนวใหม่นั้น จะเป็นการพัฒนาไปในสายรัฐศาสตร์ (Political Sciences) เกิดเป็นทฤษฎีการเมืองของรัฐที่เข้มข้นมี


สาระสำคัญ 4 ประการ คือ
(1) การสนใจเรื่องที่สอดคล้องกับความต้องการของ สังคม (Relevance)
(2) สนใจค่านิยม (Value) เห็นค่าการบริหารรัฐ กิจจะหลีกเลี่ยงเรื่องของทางราชการและการ เมืองไม่ได้
(3) ความเสมอภาคทางสังคม (Social Equity)
(4) นักบริหารรัฐกิจจะต้องเปลี่ยนแปลง (Change)


ขณะนี้ได้เกิดความเข้าใจผิดสับสนมากพอสมควรใน
เรื่องแนวทางของการบริหารรัฐกิจ และการ
บริหารธุรกิจจึงขอชี้ให้เห็นความแตกต่างของทั้งสองแนว
ทางดังต่อไปนี้ คือ
(1) การบริหารรัฐกิจมีกฎหมายรองรับในการทำ กิจกรรมต่าง ๆ
(2) การบริหารรัฐกิจ จะมีการควบคุมทางงบประมา
(3) การบริหารงานสาธารณะมีขอบเขตกว้างขวาง มากมาย
(4) เป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ของการบริหารงาน รัฐมีมากมายและมักคลุมเครือ
(5) ความพร้อมที่จะได้มีการตรวจสอบและสอดส่องดูแลทางสาธารณะ
(6) การบริหารราชการมีความเกี่ยวข้องทางการเมืองโดยตรง
(7) การบริหารสาธารณกิจเป็นกิจกรรมที่มีลักษณะมั่นคง


อย่างไรก็ตาม ทั้งสองสาขานี้ก็ยังมีความคล้ายกัน อยู่บ้างนั่นก็คือ ทั้งการบริหารรัฐกิจ และการบริหารธุรกิจเป็นเรื่องของการร่วมมือดำเนินการหรือ ปฏิบัติการของกลุ่มบุคคลที่มุ่งเป้าหมายร่วมกันอย่างใดอย่างหนึ่งหรือใช้ "ศาสตร์แห่งการบริหาร" จะเห็นว่าระบบราชการยังต้องการคำอธิบายให้
สาธารณะชนได้เข้าใจอย่างถูกต้องและเป็นความ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงระบบให้ได้มาตรฐานการ บริการสาธารณะตามเป้าหมาย


ตารางเปรียบเทียบกระบวนทัศน์ระบบราชการแบบเก่า และกระบวนทัศน์ระบบราชการแบบใหม่
กระบวนทัศน์ระบบราชการแบบเก่า (Bureaucratic Paradigm) กระบวนทัศน์ระบบราชการแบบใหม่ (Post-Bureaucratic Paradigm)


1. คำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) 1. ให้ประชาชนได้รับสิ่งที่มีคุณค่า (Results Citizens Value)


2. ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ (Efficiency) 2. ให้ความสำคัญกับคุณภาพและสิ่งที่มีคุณค่า (Quality and value)


3. มุ่งเน้นการบริหารแบบนายสั่ง (Administration) 3. เน้นการเพิ่มผลผลิตหรือมุ่งเน้นงาน (Production)


4. เน้นการควบคุมสั่งการ (Control) 4. การยึดมั่นในปทัสถาน (Winning adherence to norms)


5. กำหนดโครงสร้างอำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบไว้อย่างชัดเจน (Specify Functions, Authority and Structure) 5. กำหนดภารกิจที่ชัดเจน ปรับปรุงบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และเน้นผลลัพธ์ (Identify Mission, Services, Customers, And Outcomes)


6. คำนึงถึงต้นทุน (Justify costs) 6. การส่งมอบสิ่งที่มีคุณค่า (Deliver Value)


7. ตระหนักถึงความรับผิดชอบ (Enforce Responsibility) 7. การสร้างระบบตรวจสอบและ เสริมสร้างความสัมพันธ์ในการทำงานที่แข็งแกร่ง (Build Accountability, Strengthen Working Relationship


8. การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และ กระบวนการทำงาน (Follow rules and procedures) 8. สร้างความเข้าใจในปทัสถาน หาวิธีการ แก้ปัญหาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Understand and Apply norms, Identity and Solve Problems, Continuously Improve Processes)


9. การปฏิบัติตามระบบการบริหาร (Operate Administrative) 9. การแยกการบริการออกจากการควบคุม, การสร้างปทัสถาน, การเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า, สร้างความร่วมมือ, การให้สิ่งจูงใจ, การวัดผลงานและวิเคราะห์ผลลัพธ์, การรับฟังผลสะท้อนกลับจากผู้รับบริการ เพื่อปรับปรุงการบริการให้มีคุณภาพสูง (Separate Service From Control, Build Support for Norm, Expand Customer Choice, Encourage Collective Action, Provide Incentives, Measure and Analyze Results, Enrich Feedback)


พัฒนาการของแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารรัฐกิจ


ส่วนใหญ่แล้วการพูดถึงพัฒนาของแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารรัฐกิจมักจะมีมุมมองในเชิงพาราไดม์ (Paradigm) และคนที่เสนอพาราไดม์ของการบริหารรัฐกิจที่น่าสนใจมากที่สุดคือ นิโคลัส เฮนรี่ ได้นำเสนอพัฒนาการของการศึกษาบริหารรัฐกิจของมาเป็น 5 กระบวนทัศน์ หรือ 5 พาราไดม์ด้วยกันคือ


พาราไดม์ที่ 1 การแยกการเมืองและการบริหารแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด พาราไดม์นี้เกิดจากแนวคิดของวูดโรว์ วินสัน ที่ต้องการให้แยกการเมืองออกจากการบริหารอย่างเด็ดขาด โดยให้ฝ่ายการเมืองทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและฝ่ายบริหารทำหน้าที่นำนโยบายไปปฏิบัติ


พาราไดม์ที่ 2 หลักการบริหาร พาราไดม์นี้พิจารณาว่าการจะมีการบริหารงานที่ดี เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและการประหยัดนั้นจะต้องมีหลักการในการบริหารที่มีการกำหนดขึ้นอย่างชัดเจน ดังนั้นในช่วงพาราไดม์นี้นักวิชาการจึงมีการนำเสนอหลักเกณฑ์ในการบริหารงานขึ้นมา โดยมุ่งจะให้หลักเกณฑ์เหล่านี้นำมาซึ่งประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และเกิดความประหยัดในการบริหารงาน


หลักการบริหารที่ถูกนำเสนอในช่วงพาราไดม์นี้เช่น หลักการ POSCORB ของกุลลิคและเออร์วิค หลักการ POCCC ของเฮนรี่ฟาโย


พาราไดม์ที่ 3 การเมืองคือการบริหาร เป็นพาราไดม์ที่คัดค้านพาราไดม์ที่ 1 โดยมองว่าการบริหารคือการเมือง และชี้ให้เห็นว่าการแยกการเมืองออกจากการบริหารนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ


พาราไดม์ที่ 4 ศาสตร์การบริหาร เป็นพาราไดม์ที่คัดค้านพาราไดม์ที่ 2 นั่นคือบอกว่าหลักในการบริหารที่พาราไดม์ที่ 2 นำเสนอนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะหลักในการบริหารเป็นเพียงสุภาษิตทางการบริหารเท่านั้น พาราไดม์ที่ 4 จึงเสนอว่าการบริหารรัฐกิจนั้นคือศาสตร์แห่งการบริหาร


ในช่วง 4 พาราไดม์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการศึกษาการบริหารรัฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งในแง่ของการยอมรับ การรับรู้ และจุดสนใจในการบริหาร ทำให้ดูเหมือนว่าการศึกษาวิชาการบริหารรัฐกิจนั้นขาดความเป็นเอกลักษณ์ในตัวของมันเองทำให้ในพาราไดม์ที่ 5 จึงมีความพยายามที่จะค้นหาเอกลักษณ์ของวิชาการบริหารรัฐกิจ


พาราไดม์ที่ 5 การบริหารรัฐกิจคือการบริหารรัฐกิจ พาราไดม์นี้มุ่งหวังที่จะให้วิชาการบริหารรัฐกิจมีเอกลักษณ์ของตนเอง และมุ่งหวังให้วิชาการบริหารรัฐกิจมีลักษณะที่สอดคล้องกับสภาพของสังคมที่เป็นอยู่ในเวลานั้นๆ


เราจะเห็นว่าพาราไดม์หรือกระบวนทัศน์ของการบริหารรัฐกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในช่วงที่มีการยอมรับพาราไดม์ใดพาราไดม์หนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งๆ ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เราเรียกการยอมรับตรงนี้ว่าภาวะปกติหรือ Normal Science แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในพาราไดม์เราจะเรียกว่า Paradigm Crisis หรือการเกิดวิกฤติการณ์ทางด้านเอกลักษณ์ หรือตำราบางเล่มอาจจะใช้คำว่า Sciencetific Revolution นั่นคือเกิดความคิด หรือเกิดการคัดค้านการยอมรับในพาราไดม์เดิมว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องอีกต่อไป


วิกฤติการณ์ด้านเอกลักษณ์ที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การเกิดพาราไดม์ใหม่ถ้าสามารถทำให้การคัดค้าน หรือการนำเสนอประเด็นใหม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง


จากทั้ง 5 พาราไดม์ที่นำเสนอโดยนิโคลัส เฮนรี่นั้น จะพบว่าได้เกิดวิกฤติการณ์ทางด้านเอกลักษณ์ 2 ครั้งด้วยกันคือ


วิกฤติการณ์ด้านเอกลักษณ์ครั้งที่ 1 เป็นการคัดค้าน พาราไดม์ที่ 1 และพาราไดม์ ที่ 2 เป็นการคัดค้านว่าการเมืองไม่สามารถแยกออกจากการบริหารได้ และการคัดค้านพาราไดม์ ที่ 2 ว่าในการบริหารงานภาครัฐนั้นไม่สามารถมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนในการบริหารได้อย่างเป็นสากล


วิกฤติการณ์ทางด้านเอกลักษณ์ครั้งที่ 1 นี้นำไปสู่การเกิดพาราไดม์ที่ 3 คือการบริหารคือการเมือง และเกิดพาราไดม์ที่ 4 คือศาสตร์แห่งการบริหาร


วิกฤติการณ์ทางด้านเอกลักษณ์ครั้งที่ 2 เป็นช่วงที่การศึกษาการบริหารรัฐกิจได้รับอิทธิพลจากการศึกษาด้านพฤติกรรมศาสตร์ จึงทำให้เกิดการประชุมร่วมกันระหว่างนักวิชาการสมัยใหม่ร่วมกันประมาณปี 1968 และนำเสนอแนวคิดที่เรียกว่า New Public Administration หรือ New PA. ขึ้นมา และเป็นแนวคิดที่นำไปสู่การเกิดพาราไดม์ที่ 5 ขึ้นมา


และจากพาราไดม์ที่ 5 ณ ปัจจุบันนี้แนวคิดที่ใช้ในการบริหารรัฐกิจที่ถูกนำมาใช้มากถูกเรียกว่า การจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management: NPM)


ในแต่ละพาราไดม์จะมีทฤษฎีสำคัญๆ ที่เสนอโดยนักวิชาการต่างๆ เช่นในพาราไดม์ที่ 1 ก็จะมีวูดโรว์ วิลสัน กู๊ดนาวส์ ซึ่งในชีทของแต่ละอาจารย์จะมีรายละเอียดของแนวคิดแต่ละนักวิชาการอยู่แล้ว

ลักษณะของ "การบริหารรัฐกิจ" หรือ "รัฐประศาสนศาสตร์"
มีดังนี้คือ

1. เป็นสังคมศาสตร์ประยุกต์ หรือเป็นสาขาวิชาหนึ่งที่แยกออกมาจากวิชารัฐศาสตร์ ดังนั้นรัฐประศาสนศาสตร์จึงเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสังคมศาสตร์สาขาต่าง ๆ เช่น ตรรกวิทยา สังคมวิทยา มานุษยวิทยา จิตวิทยาสังคม ฯลฯ

2. ไม่ให้ความสนใจในเรื่อง "ความบริสุทธิ์" ของศาสตร์

3. ปัจจุบันนิยมศึกษาในรูปของสหวิทยาการ (Inter - Disciplinary Approach) คือ เกี่ยวพันกับศาสตร์สาขาต่าง ๆ ยากที่จะแยกออกจากกันได้

4. ต้องนำเอาสังคมศาสตร์สาขาต่าง ๆ มากำหนดนโยบายในการบริหารงานของรัฐ

ในด้านความเป็นศาสตร์นั้น เป้าหมายของศาสตร์ก็คือการพยายามหาหลักการ กฎเกณฑ์ หรือทฤษฎี ที่สามารถเป็นข้อสรุปโดยทั่วไป (Generalization) ของพฤติกรรมหรือกิจกรรมต่าง ๆ ได้ทุกสังคมในลักษณะที่เป็นสากล (Universality)

แต่ในปัจจุบันนี้นักวิชาการต่าง ๆ ได้ยอมรับกันว่า วิชาสังคมศาสตร์นั้นจะมีข้อจำกัดหรือมีขอบเขตทางด้านวัฒนธรรม (Cultural Bound) กล่าวคือ หลักการ กฎเกณฑ์ หรือทฤษฎีที่ได้มาจากการศึกษาของสังคมหนึ่ง

อาจจะไม่สามารถนำมาใช้อธิบายหรือนำมาใช้ได้กับอีกสังคมหนึ่งก็ได้ เช่น ประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนา สามารถนำเอาความรู้ที่เป็นข้อค้นพบจากประเทศพัฒนาแล้วมาใช้ได้ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งอาจจะนำมาใช้ไม่ได้ เป็นต้น

จากแนวความคิดดังกล่าว ได้มีกลุ่มนักวิชาการได้พยายามสร้างศาสตร์ที่เหมาะกับประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนาขึ้นมา เรียกว่า พัฒนบริหารศาสตร์ (Development Administration) โดยนักวิชาการในกลุ่มนี้เห็นว่าความรู้ของวิชาการบริหารรัฐกิจ (Public Administration) ที่ค้นพบจากประเทศพัฒนาแล้ว สามารถนำมาใช้ประโยชน์กับประเทศกำลังพัฒนาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

 ลักษณะของวิชา "พัฒนบริหารศาสตร์" (Development Administration) มีดังนี้คือ

1. จัดเป็นสาขาหนึ่งของวิชารัฐประศาสนศาสตร์

2. เป็นศาสตร์ที่พยายามสร้างขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา

นักวิชาการที่ศึกษาการบริหารรัฐกิจมีแนวทางที่แตกต่างกันออกไป 3 เหตุผล (ความคิดเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับพาราไดม์ที่ศึกษา) คือ

1. นักวิชาการแต่ละกลุ่มมีการรับรู้หรือมีอัตตวิสัยที่แตกต่างกัน
2. กิจกรรมของรัฐบาลมีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างมาก
3. สภาวการณ์และปัญหาต่าง ๆ ของสังคมมีความแตกต่างกัน

เทคนิคหรือกระบวนการบริหาร (Administrative Process) ซึ่งเป็นงานหรือหน้าที่ที่นักบริหารจะต้องทำ มีดังนี้คือ
1. การวางแผนและนโยบายของรัฐ
2. องค์การและการจัดองค์การ
3. การบริหารงานบุคคล
4. การบริหารงานคลัง

เทคนิคหรืองานการบริหารอื่น ๆ ที่ช่วยให้นักบริหารทำงานได้มีประสิทธิภาพ มีดังนี้คือ
1. การสื่อความเข้าใจ
2. การจูงใจ
3. การวินิจฉัยสั่งการ

การบริหารงานบุคคลเป็นการดำเนินการที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับชาติและระดับองค์การหรือหน่วยงานเริ่มตั้งแต่
1. การวางนโยบายและการวางแผนเกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์
2. การสรรหาบุคคลให้ได้ตามปริมาณและคุณภาพที่ต้องการ
3. การพัฒนาแรงงานให้มีคุณภาพอยู่เสมอ
4. การศึกษาประสิทธิภาพของการทำงานภายใต้ภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกัน

สิ่งแวดล้อมทั่วไปที่มีอิทธิพลต่อการบริหารในองค์การ คือ
1. ลักษณะของวัฒนธรรม ประเพณี ค่านิยมของคนในชาติ
2. สภาพเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา ภูมิประเทศของประเทศ
3. ปัจจัยทางด้านประชากร ปัจจัยทางด้านกฎหมาย และเทคโนโลยี

กลุ่มรัฐประศาสนศาสตร์แนวใหม่ (New Public Administration) มีความเห็นว่ารัฐประ-
ศาสนศาสตร์หรือวิชาบริหารรัฐกิจนั้น จะมีลักษณะเป็นศาสตร์อย่างอ่อน (Soft Science) ซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญกับเทคนิคการศึกษาและการวิจัยที่เคร่งครัดในวิธีการทางวิทยาศาสตร์มากนัก

วิชาพัฒนบริหารศาสตร์ (Development Administration) เป็นวิชาที่ศึกษาถึงการบริหารงานของประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา ซึ่งเห็นว่าในประเทศกำลังพัฒนานั้นมีลักษณะสิ่งแวดล้อมทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงควรสร้างศาสตร์ให้เหมาะสมกับประเทศนั้น ๆ ด้วย

"การบริหารรัฐกิจ" เป็นกิจกรรมหรือกระบวนการการ
บริหารงานภาครัฐ ที่อาจใช้อีกคำหนึ่งแทนได้
คือ การบริหารการบริการสาธารณะ หากใช้ในแง่สาขา
วิชา คำว่า "รัฐประศาสนศาสตร์" ที่นิยมใช้กัน
อย่างกว้างขวาง

                   

บริหารรัฐกิจ

บริหารรัฐกิจ
การบริหารรัฐกิจเบื้องตน มีวัตถุประสงค์ดังนี้คือ
1. เพื่อให้เข้าใจถึงความหมายและขอบข่ายของการศึกษาบริหารรัฐกิจ
2. เพื่อให้ทราบถึงพัฒนาการและแนวโน้มของการศึกษาวิชาบริหารรัฐกิจ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันและแนวโน้มที่อาจจะเป็นไปในอนาคต
3. เพื่อให้ทราบและเข้าใจถึงสิ่งแวดล้อมของการบริหารรัฐกิจ บทบาท และอิทธิพลของ
สิ่งแวดล้อมที่มีต่อประชาชนที่เป็นลูกค้าขององค์การบริหารรัฐกิจ และต่อความสำเร็จของการบริหารรัฐกิจ
4. เพื่อให้เข้าใจและวิเคราะห์ถึงเทคนิคและกระบวนการบริหารงานตั้งแต่การวางนโยบายของรัฐและการวางแผน องค์การและการจัดรูปองค์การ การบริหารงานบุคคล การบริหารการคลังสาธารณะ การสื่อความเข้าใจ การจูงใจ การวินิจฉัยสั่งการ และเทคนิคเชิงปริมาณ

                            
การบริหารรัฐกิจหรือรัฐประศาสนศาสตร์
คำว่า "การบริหารรัฐกิจ" หรือ "รัฐประศาสนศาสตร์" นั้น มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Public Administration ซึ่งจะมีความหมายเป็น 2 นัยหรือ 2 ด้าน คือ ในฐานะที่เป็นศาสตร์ (Science) หรือเป็นสาขาวิชาการ (A Field of Study) และในฐานะที่เป็นการปฏิบัติงาน (Activities) หรือเป็นกิจกรรม

ในแง่วิชาการนั้นศาสตร์ที่เรียกว่า วิชาบริหารรัฐกิจหรือรัฐประศาสนศาสตร์มักจะใช้แทนกันได้ แล้วแต่ว่าเป็นวิชาการของสำนักใด เช่น ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะเรียกวิชานี้ว่า "วิชาบริหารรัฐกิจ" ส่วนที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จะเรียกวิชานี้ว่า "รัฐประศาสนศาสตร์"

ศาสตร์ (Science) ในทัศนะของนักวิชาการทางสังคมศาสตร์นั้นจะมีความเห็นแตกต่างกัน โดยนักวิชาการบางกลุ่มมองศาสตร์เป็น "องค์แห่งความรู้ที่ได้มาโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่เคร่งครัด และเป้าหมายของศาสตร์ก็คือการสร้างทฤษฎีเพื่อให้เข้าใจ พรรณนา อธิบาย และพยากรณ์ปรากฏการณ์หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นความสัมพันธ์ของมนุษย์ในสังคม" เช่นในทัศนะของนักรัฐศาสตร์กลุ่มพฤติกรรมศาสตร์ และกลุ่มประจักษนิยม เป็นต้น
แต่นักวิชาการบางกลุ่มมองศาสตร์ในทัศนะอย่างไม่เคร่งครัดเหมือนกับ "ศาสตร์" ในวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ดังเช่น กมล อดุลพันธุ์ มองว่า "ศาสตร์เป็นวิชาการที่รวบรวมเป็นระบบ มีหลักการ มีกฎเกณฑ์ที่สามารถศึกษาได้ และนำมาถ่ายทอดกันได้"

กวี รักษ์ชน มีความเห็นว่า รัฐประศาสนศาสตร์หรือวิชาบริหารรัฐกิจจะมีลักษณะเป็นศาสตร์อย่างอ่อน (Soft Science) ต่างจากวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ซึ่งเป็นศาสตร์อย่างแข็ง (Hard Science) ดังนั้น
รัฐประศาสนศาสตร์จึงไม่อาจจะเป็นศาสตร์ที่ต้องอาศัยการศึกษาด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่เคร่งครัดเหมือนวิทยาศาสตร์ธรรมชาติได้

การบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ

การบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ Comparative Public Administration - CPA..

              CPA. คือ สาขาวิชาหนึ่งที่ศึกษาเกี่ยวกับการบริหาร และระบบบริหารของประเทศต่าง ๆ ในเชิงเปรียบเทียบ โดยการพยายามนำเอาแนวความคิด และทฤษฎีทาง รปศ. ไปปรับใช้ในโลกแห่งความเป็นจริง หรือประเทศในโลกที่สาม
              CPA. คือการศึกษาการบริหารของประเทศด้อยพัฒนา โดยนักวิชาการตะวันตก

วัตถุประสงค์

             -  เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของระบบบริหาร หรือระบบราชการในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศด้อยพัฒนา
             -  เพื่อหาลักษณะร่วม หรือลักษณะสากลที่จะนำไปสู่การสร้างทฤษฎีหรือศาสตร์ที่ว่าการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ

แนวทางการศึกษาการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป ดังนี้

             1. มุ่งเน้นศึกษาถึงความคล้าย คลึงและความแตกต่างระหว่าง ระบบการบริหารราชการ  ประสิทธิภาพการบริหารงานของประเทศต่างๆในประเทศโลกที่สาม และพยายามที่จะนำแนวคิด ทฤษฎีทาง ร.ป.ศ.ไปปรับใช้ในประเทศด้อยพัฒนาเพื่อให้ประเทศเหล่านั้นมีระบบการบริหารที่ทันสมัย แต่ผลที่ได้รับไม่เป็นไปตามที่คาดไว้
             2. แนวทางการศึกษาจึงปรับเปลี่ยนไปที่ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศโลกที่สาม โดยเฉพาะปัญหาการนำนโยบาย แผนงาน โครงการต่างๆที่กำหนดไว้ออกไปปฏิบัติให้บรรลุผล
             3. มุ่งเน้นที่การบริหารการพัฒนาแนวใหม่ เพื่อให้การพัฒนาประเทศด้อยพัฒนาบังเกิดผล และสร้างความเป็นธรรมในสังคม

พัฒนาการและภูมิหลังของการศึกษาการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ
              -  แนวคิด CPA มีภูมิหลังมาจากนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่2                 
             -  เปรียบเสมือนสินค้าส่งออกชนิดหนึ่งของอเมริกาที่ผลิตแล้วส่งออกไปขายในประเทศโลกที่สาม หลัง W.W.II

สรุป  พัฒนาการศึกษา CPA. เริ่มต้นในสหรัฐอเมริกาในช่วงหลัง W.W.II

นโยบายต่างประเทศของอเมริกาที่ใช้นับตั้งแต่ช่วงW.W.II-1970

             ยุคแรก ค.ศ.1943 - 1948  เป็นยุคแห่งการฟื้นฟูภายหลัง W.W.II  ในเกาหลี ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ยุโรป

             เป้าหมาย  สร้างสังคมของประเทศเหล่านั้นให้มีลักษณะรูปแบบให้เหมือนสังคมอเมริกันในทุกด้าน
              ช่วงที่ 2 ค.ศ.1949 - 1960  เป็นยุคแห่งการสกัดกั้นการแพร่ขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์  และการปกป้องเขตอิทธิพลของสหรัฐ “ยุคสงครามเย็น”
             ยุทธวิธี  การสร้างพันธมิตรทางทหาร กับประเทศโลกเสรี และให้ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจกับประเทศพันธมิตร

             เป้าหมาย เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ เหล่านั้นมีการพัฒนาการปกครองไปสู่ระบอบ
ประชาธิปไตย


             แนวคิด การพัฒนาระบบบริหาร หรือระบบราชการในประเทศโลกที่สามให้มีขีดความ
สามารถเพิ่มขึ้น เพื่อจะได้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศต่อไป
             ช่วงที่  3  ค.ศ.1961 - 1972  ยุคแห่งการเผยแพร่อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
             ยุทธวิธี เปลี่ยนแปลงนโยบายการให้ความช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ จากการเน้น
 “ความมั่นคง”  การต่อต้านคอมมิวนิสต์มาสู่การพัฒนาและการเปลี่ยนแปลง  “สังคม”
             แนวคิด   เปลี่ยนแปลงสังคมของประเทศโลกที่สามให้เป็นเหมือนสังคมอเมริกัน ทั้งในเชิงรูป
แบบโครงสร้างและสร้างสถาบันต่าง ๆ ขึ้นมารองรับ
             ผลลัพธ์ ทำให้เกิดอุดมการณ์แห่งการพัฒนา (developmentism) ขึ้นมาเป็นอุดมการณ์
ใหม่ของโลก

                                                   

อุดมการณ์พัฒนาที่ครอบงำผู้นำในประเทศโลกที่สามคือ

              “ประเทศยากจนทั้งหลายในโลกที่สามจะสามารถพัฒนาประเทศของตนให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศพัฒนาได้ โดยมีมรรควิธีและเป้าหมายที่สำคัญคือ “ต้องเปลี่ยนสังคมของตนให้เป็นเหมือนประเทศที่เจริญแล้วคือเป็น “สังคมอุตสาหกรรม” ด้วยการเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมและการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อความเจริญเติบโตในทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว”

แนวทางการศึกษาเปรียบเทียบที่นักวิชาการเสนอมี 2 แนวทางคือ

             แนวทางแรก  กลุ่มการศึกษาการเมืองเปรียบเทียบ (Comparative Politics) นำโดย Gabriel Almond
              แนวคิด  การศึกษาการเมืองประเทศในโลกที่สามต้องสนใจ   ในเรื่อง พฤติกรรมทางการเมือง 
             ค่านิยม  และวัฒนธรรมทางการเมือง ไม่ใช่มุ่งเน้นศึกษาเรื่อง รัฐ-ชาติ อำนาจรัฐ สถาบันการเมือง
             ความเชื่อ สังคมประเทศโลกที่สามมีความด้อยพัฒนาอย่างมากเมื่อเทียบกับตะวันตก วิธี
             การแก้ไขคือ ต้องพัฒนาการเมืองในประเทศเหล่านั้นโดยการลอกเลียนแบบจากประเทศตะวันตก

             แนวทางที่สอง   กลุ่มบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ (Comparative Public Administration)             แนวคิด ระบบบริหารของประเทศในโลกที่สามเป็นระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำงานไม่ได้

ผล เมื่อเปรียบเทียบกับในประเทศตะวันตก

             ความเชื่อ ต้องพัฒนาและปรับปรุงระบบการบริหารของประเทศโลกที่สามให้ “ทันสมัย”
             -  ต้องสร้างสถาบันทางการบริหารใหม่ ๆ ขึ้นมาในประเทศโลกที่สาม เพื่อเป็นกลไก
ในการพัฒนา

ทางสองแพร่งของจริยธรรมการบริหาร

ทางสองแพร่งของจริยธรรมการบริหาร(The Dilemma of Administrative Zeitgeists)



จริยธรรมการบริหารรัฐกิจ: Efficiency vs. Democracy
ภารกิจของการบริหารรัฐกิจคือการตอบสนองต่อคุณค่าหลักที่รัฐยึดถือในการบริหารราชการแผ่นดินใน   คุณค่าหลักดังกล่าวมีที่มาทั้งจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ และมุมมองในเชิงทฤษฎีและได้กลายมาเป็นหลักจริยธรรม (Zeitgeist) นำทิศทางของการบริหารรัฐกิจทั้งในแง่วิชาการและในเชิงปฏิบัติในแต่ละยุคสมัย
 Zeitgeist (มาจากภาษาเยอรมัน) ใน Macmillan English Dictionary (For Advanced Learners), 2002. หมายถึง “The ideas, beliefs, and interests that are typical of most people during a particular time in history and are expressed in the culture of that time” (ความคิด ความเชื่อ ความสนใจที่เหมือน ๆ กัน ของคนส่วนใหญ่ในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ในประวัติศาสตร์ และสิ่งนี้ถูกแสดงออกมาในวัฒนธรรมของช่วงเวลานั้น) เช่น จริยธรรมแบบโปรแตสแตนท์ (Protestant zeitgeist) ในงานของแมกซ์ เวเบอร์ (Max Weber) หมายถึงความคิด ความเชื่อ ความสนใจร่วมกันของผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ในช่วงเวลาที่เวเบอร์กำลังศึกษาและได้ถูกแสดงออกเป็นแบบแผนในการดำเนินชีวิต หรือวัฒนธรรมของสังคมโปรแตสแตนท์ในขณะนั้น
จริยธรรมในการบริหาร (Administrative zeitgeist) หมายถึงความคิด ความเชื่อ ความสนใจที่กลายเป็นคุณค่าหลักที่นักวิชาการบริหารรัฐกิจ (Public administrationist) และนักนักบริหารรัฐกิจ (Public administrator) ยึดถือในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ และสิ่งนี้ถูกแสดงออกมาเป็นแบบแผนในการบริหาร ในงานวิชาการ หรือในวัฒนธรรมการบริหาร
รัฐควรยึดคุณค่าอะไรบ้างเป็นแนวจริยธรรมในการบริหาร คำถามนี้เป็นที่สนใจของวิศวกรสังคมที่มีส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญอเมริกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เช่น อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน (Alexander Hamilton) และ โทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson)
โรเบิร์ต บี. เดนฮาร์ด (Robert B. Denhardt) ได้สรุปแนวคิดที่แตกต่างกันของผู้วางรากฐานการเมือง (The Founding Fathers) ของสหรัฐอเมริกาทั้งสองท่านนี้ไว้ในหนังสือ “Theories of Public Organization” และชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลของแนวคิดของทั้งสองท่านนี้ต่อจริยธรรมการบริหารรัฐกิจในเวลาต่อมาว่า นักคิดทั้งสองท่านนี้แม้จะเป็นคนร่วมสมัยกัน แต่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับบทบาทของหน่วยงานภาครัฐในการปฏิบัติภารกิจของรัฐ ดังจะเห็นได้จากทฤษฎีการบริหารของแฮมิลตันที่ปรากฏในเอกสาร “The Federalist Papers” และการกระทำของแฮมิลตันเมื่อได้เป็นสมาชิกของฝ่ายบริหาร (Executive branch) ที่นิยมชมชอบให้มีรัฐบาลแห่งชาติที่เข้มแข็งโดยให้อำนาจอย่างมากกับฝ่ายบริหาร  โดยเลียวนาร์ด ไวท์ (Leonard White)  อธิบายจุดยืนของกลุ่ม  the Federalists พวกนี้ว่าเป็นความคิดของพวกชนชั้นนำที่ไม่ไว้ไจประชาชน เพราะมองว่านโยบายที่ดีจะมาจากคนที่มีการศึกษาดี ได้รับการอบรมมาดี และมีประสบการณ์อย่างกว้างขวาง หรือพวกคนชั้นสูงเท่านั้นนั่นเอง  แฮมิลตันเห็นว่าหลักการบริหารที่ดีคือการมีเอกภาพในการบังคับบัญชา การมีศูนย์อำนาจเพียงหนึ่งเดียวที่รวมศูนย์ความรับผิดชอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการบริหารราชการแผ่นดินระดับชาติ (1:42)
ในขณะที่เจฟเฟอร์สันมองปัญหาขององค์การและการบริหารว่ามีส่วนเชื่อมโยงโดยตรงกับปัญหาของประชาธิปไตย โดย ลินตัน คอลเวลล์ (Lynton Caldwell) อธิบายหลักการพื้นฐานที่สำคัญสองประการในทฤษฎีการบริหารของเจฟเฟอร์สันว่า รัฐบาลจะต้องกระจายอำนาจให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมเป็นรายบุคคลในการบริหารงานของรัฐ และรัฐบาลต้องให้การศึกษาแก่ประชาชนเพื่อให้เกิดปัญญาทางการเมือง (Political wisdom) และต้องฝึกให้เป็นพลเมืองที่พึ่งตนเองได้ (A self- reliant citizenry) และเจฟเฟอร์สันยังเห็นว่าต้องมีการจำกัดอำนาจของฝ่ายบริหารโดยอาศัยกฎหมายและรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัดเพื่อประกันความรับผิดชอบของข้าราชการ  ทัศนะที่ขัดแย้งกันของทั้งแฮมิลตันและเจฟเฟอร์สันยังคงมีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อทฤษฎีการบริหารรัฐกิจในทุกวันนี้ (1:43)
แม้ว่าในยุคแรก ๆ ที่การสร้างบ้านแปลงเมืองของอเมริกาจะได้รับอิทธิพลจากแนวคิดแบบเจฟเฟอร์โซเนียนโดยการกระจายอำนาจการปกครองเป็นรัฐบาลท้องถิ่นรูปแบบต่าง ๆ ที่มีอำนาจอิสระในระดับหนึ่ง และการแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ แต่การเมืองการปกครองประเทศก็มีปัญหาบางประการเช่นความเป็นเอกเทศของรัฐบาลท้องถิ่นบางแห่ง เมื่อประกอบกับการมีระบบอุปถัมภ์ รัฐบาลแห่งชาติจึงไม่เพียงแต่ขาดเอกภาพเท่านั้นแต่ยังเกิดความวุ่นวายและการทุจริต (1:43)  ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้วู้ดโร วิลสัน (Woodrow Wilson) ออกโรงมาโต้ว่าพวกนักรัฐศาสตร์สนใจแต่ปัญหารัฐธรรมนูญ แต่ละเลยปัญหาการบริหารหน่วยงานของรัฐ เขาวิพากษ์ว่าการบริหารงานให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญยากยิ่งกว่าการเขียนรัฐธรรมนูญเสียอีก และเรียกร้องให้ใช้หลักการบริหารของภาคเอกชนในการบริหารราชการ วิลสันสนับสนุนให้มีโครงสร้างระบบราชการแบบรวมศูนย์อำนาจเพื่อให้สามารถจับตาได้ง่ายอันจะทำให้เกิดความไว้วางใจได้และประกันความมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้การบริหารงานภาครัฐมีประสิทธิภาพเหมือนภาคเอกชนวิลสันจึงเสนอว่าต้องแยกการบริหารออกจากการเมือง กล่าวคือ การเมืองทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย  ส่วนการนำนโยบายไปปฏิบัติเป็นหน้าที่ของข้าราชการที่เป็นกลางและเป็นมืออาชีพ ด้วยแนวคิดนี้วิลสันเชื่อว่าจะเกิดความสมดุลระหว่างการตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างเป็นประชาธิปไตย (Democratic responsiveness) และการมีสมรรถนะทางการบริหาร (Administrative competence) ทางสองแพร่งของจริยธรรมการบริหารรัฐกิจ ซึ่งได้แก่ การพัฒนาสมรรถนะของระบบราชการอย่างหนึ่ง กับประชาธิปไตยอีกอย่างหนึ่ง จึงเป็นแกนหลักของข้อถกเถียงและการผลิตงานวิชาการเกี่ยวกับจุดเน้นของวิชาการบริหารรัฐกิจในสหรัฐอเมริกานับตั้งแต่ยุคของวู้ดโร วิลสันเป็นต้นมา (1:44-45) 
                                        

จริยธรรมการบริหารของการบริหารรัฐกิจแนวเก่า (Administrative Zeitgeist of the Old Public Administration)
เราอาจแกะรอยหาจริยธรรมการบริหารของสหรัฐอเมริกาในอดีตได้จากการศึกษาพัฒนาการของวิชาบริหารรัฐกิจในงานของนิโคลัส เฮนรี่ (Nicholas Henry) ซึ่งได้แสดงให้เราเห็นถึงการความสนใจของนักวิชาการบริหารรัฐกิจในแต่ละยุคสมัยในการแสวงหาคำตอบว่าจริยธรรมนำการบริหารรัฐกิจ (Public administrative zeitgeist) ควรเป็นเรื่องใด เฮนรี่ได้แบ่งกระบวนทัศน์ (Paradigms)ในการศึกษาการบริหารรัฐกิจออกเป็นห้ากระบวนทัศน์ โดยเริ่มตั้งแต่ยุคหลังข้อเขียนอันโด่งดังของวิลสันเป็นต้นมาจนถึง ค.ศ. 1970  จากการศึกษาพบว่าเกือบทุกกระบวนทัศน์ล้วนแต่ให้ความสำคัญกับ การพัฒนาสมรรถนะการบริหารหรือระบบราชการว่าเป็นคุณค่าหลัก (Core value) ของการบริหารรัฐกิจดังจะได้แสดงให้เห็นพอสังเขปดังต่อไปนี้ (2:27-48)
 กระบวนทัศน์แรก: การแยกการบริหารรัฐกิจออกจากการเมือง (The Politics/Administration Dichotomy) (1900-1929)  ในกระบวนทัศน์นี้น้ำหนักของจริยธรรมในการบริหารรัฐกิจตกอยู่ที่การบริหารระบบราชการที่ต้องมีความเป็นกลางและมีประสิทธิภาพ เพราะแยกหน้าที่ในการตอบสนองความต้องการของประชาชนว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายการเมือง และยุคนี้ทำให้วิชาบริหารรัฐกิจถือกำเนิดเป็นอีกสาขาวิชาหนึ่งเป็นเอกเทศ ที่ไม่ใช่สาขาย่อยของรัฐศาสตร์อีกต่อไป ผลพวงของกระบวนทัศน์นี้คือความพยายามของนักวิชาการบริหารรัฐกิจที่จะแสวงหาความเป็นศาสตร์” (Science) และแยก ข้อเท็จจริง” (Fact) ออกจาก ค่านิยม (Value) จึงจัดเป็นหน่ออ่อนที่จะแตกช่อดอกใบแห่งจริยธรรมการบริหารรัฐกิจที่เน้นหลักประสิทธิผล ประสิทธิภาพ และประหยัดอย่างเต็มตัวในกระบวน  ทัศน์อื่น ๆ ที่ตามมา
กระบวนทัศน์ที่สอง: การหาหลักเกณฑ์การบริหาร (The Principles of Administration) (1927-1937) เพื่อให้บรรลุคุณค่าหลักที่สำคัญ เช่นเดียวกับในกระบวนทัศน์แรก  โดยเชื่อว่าการบริหารก็คือการบริหารไม่ว่าจะเป็นการบริหารงานของภาคเอกชนหรือของรัฐ ทั้งนี้แหล่งเงินทุนที่สนับสนุนการบริหารราชการอย่างเป็นกลางและมืออาชีพ คือ องค์กรการกุศลภาคเอกชนที่ชื่อ ร็อกกี้เฟลเลอร์” (Rockefeller) และในยุคนี้ได้เกิดสมาคมการบริหารรัฐกิจอเมริกัน (The American Society for Public Administration หรือ ASPA) ซึ่งให้การสนับสนุนการออกวารสารชื่อดังทางด้านการบริหารรัฐกิจมาจนถึงทุกวันนี้ คือ วารสาร Public Administration Review สมาคมดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าแยกตัวเองออกจากคนกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่ใช่นักวิชาการบริหารรัฐกิจ  (Public administrationist )    และนักวิชาชีพบริหารรัฐกิจ   (Public administrator)
ทั้ง ๆ ที่กลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ในอดีตได้ร่วมอุดมการณ์การแสวงหา รัฐบาลที่ดีมาด้วยกัน เช่นนักธุรกิจ ผู้เสียภาษี ประชาชนผู้สนใจการปฏิรูประบบราชการ และข้าราชการที่มาจากการเลือกตั้ง ตลอดจนนักรัฐศาสตร์  ทั้งกระบวนทัศน์แรกและกระบวนทัศน์ที่สองสะท้อนแนวคิด  “คุณพ่อรู้ดีของนักบริหารรัฐกิจเพราะเป็นผู้มีข้อมูลในการบริหารงานราชการมากกว่าประชาชนจนอาจจัดเป็นกลุ่มชนชั้นนำที่มีความรู้ (An informed elite) และมีอคติต่อประชาชนว่าขาดข้อมูลและความรู้จนไม่อาจตัดสินใจอย่างมีเหตุผลได้ ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับความมีประสิทธิภาพของระบบราชการมากกว่าความเป็นประชาธิปไตย
ในช่วง ค.ศ. 1938-1947  แนวคิดเรื่องการแยกการบริหารออกจากการเมืองเพื่อความมีประสิทธิภาพถูกท้าทายโดย Fritz Morstein Marx ในหนังสือชื่อ “Elements of Public Administration (1946) ที่เน้นว่านักบริหารรัฐกิจและข้าราชการที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ตัดสินใจทางการเมืองและนโยบายสาธารณะ และนี่เป็นผลให้นักรัฐศาสตร์ยืนยันว่าการเมืองและการบริหารแยกออกจากกันไม่ได้ เพราะในการบริหารย่อมต้องมี ค่านิยมแฝงอยู่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ หรือการบริหารงานบุคคล (อะไรที่ดูเหมือนว่าเป็นการเมืองที่ปลอดจากค่านิยมนั้น แท้จริงเป็นการบริหารที่แฝงไปด้วยค่านิยม)  นอกจากนี้ นักวิชาการชื่อ เฮอร์เบิร์ต เอ ไซมอน (Herbert A. Simon) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากงานเขียน   “The Functions of the Executive”    ของนักบริหารตัวจริงที่ชื่อ
เชสเตอร์ ไอ บาร์นาร์ด (Chester I Barnard) ยังคัดค้านหลักการบริหารบางเรื่องว่าขัดแย้งกันเอง เช่น เรื่องช่วงการบังคับบัญชา(Span of control) กับระดับชั้นการบังคับบัญชา (Hierarchical layers) และเรียกร้องให้มีนักวิชาการบริหารรัฐกิจสองกลุ่มทำงานร่วมกันโดยกลุ่มแรกเน้นการพัฒนาศาสตร์บริสุทธิ์ทางด้านการบริหาร (Pure science of administration) ที่ศึกษาพฤติกรรมของนักบริหารโดยอาศัยความรู้ทางด้านจิตวิทยาสังคมและอีกกลุ่มหนึ่งเน้นการนำเสนอนโยบาย (Prescribing policies) ซึ่งต้องใช้ความรู้ทางด้านรัฐศาสตร์และวิชาอื่น ๆ เช่น เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา ซึ่งเป็นเรื่องของการตอบสนองความต้องการของประชาชน  การท้าทายนี้ส่งผลทำให้ทั้งนักรัฐศาสตร์และนักวิชาการบริหารรัฐกิจเกิดความลังเลที่จะแยกขาดออกจากกัน และยอมรับว่าทฤษฎีทางด้านการบริหารรัฐกิจในเวลานั้นหมายถึงทฤษฎีทางด้านรัฐศาสตร์ด้วย

 

กระบวนทัศน์ที่สาม: การให้ความหมายการบริหารรัฐกิจว่าคือรัฐศาสตร์ (Public Administration as Political Science) (ค.ศ. 1950-1970)  กระบวนทัศน์นี้จัดเป็นปฏิกิริยาต่อการท้าทายที่กล่าวแล้วข้างต้น และให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงการบริหารรัฐกิจกับการเมือง โดยเน้น ระบบราชการของรัฐ (Governmental bureaucracy)  การบริหารรัฐกิจกลายเป็นเพียงประเด็นความสนใจ (Area of interest) มากกว่าจะเป็นสาขาย่อยของรัฐศาสตร์ และค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลงไปในหมู่คณาจารย์รัฐศาสตร์จนกลายเป็นพลเมืองชั้นสองของคณะรัฐศาสตร์  ในยุคนี้นักวิชาการบริหารรัฐกิจเพิ่มความสนใจการบริหารงานภาครัฐในประเทศยากจน ซึ่งเป็นที่มาของวิชาการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ และวิชาการบริหารการพัฒนาเพื่อพัฒนาระบบราชการในประเทศกำลังพัฒนาให้มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาความยากจนอันเป็นหนทางสำคัญในการต่อสู้กับพรรคคอมมูนิสต์ในประเทศเหล่านั้นในช่วงสงครามเย็น
แม้ว่าวิชาการบริหารรัฐกิจจะถือกำเนิดในบ้านของวิชารัฐศาสตร์ ซึ่งย่อมได้รับการวางพื้นฐานทางด้านปรัชญาและปทัสถานว่า การบริหารราชการในระบบประชาธิปไตยจะต้องรับใช้ประชาชนไม่ใช่รับใช้ผู้ปกครอง และได้รับอิทธิพลทางด้านคุณค่าหลักของวิชารัฐศาสตร์ เช่น ระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยพหุนิยม การมีส่วนร่วมของประชาชน ความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย และการที่ระบบราชการต้องรับใช้ประชาชน  กระนั้นก็ตาม วิชารัฐศาสตร์ไม่ได้มีคุณูปการต่อการปรับปรุงทักษะของนักบริหารมืออาชีพ วิชารัฐศาสตร์เพียงแต่ทำให้เกิดความรู้ทางปัญญาในการบริหารรัฐกิจ แต่วิชาการบริหารรัฐกิจเองต่างหากที่ทำให้เกิดความรู้ในทางปฏิบัติ  และนี่คือความแตกต่างในทางญาณวิทยาระหว่างสองวิชานี้
กระบวนทัศน์ที่สี่: การบริหารรัฐกิจคือการจัดการ (Public Administration as Management) (ค.ศ. 1956-1970) สืบเนื่องจากความรู้สึกว่าเป็นพลเมืองชั้นสองในคณะรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา  นักวิชาการบริหารรัฐกิจบางคนจึงเริ่มหาทางเลือกใหม่  แม้กระบวนทัศน์นี้จะอยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับกระบวนทัศน์ที่สามแต่จุดเน้นในการศึกษาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะกระบวนทัศน์นี้ให้ความสำคัญกับการจัดการ (Management) หรือศาสตร์ในการบริหาร (Administrative science)
โดยการศึกษาเทคนิคการบริหารระดับสูงที่ต้องใช้ความชำนาญพิเศษด้วยความเชื่อเช่นเดียวกับในกระบวนทัศน์ที่สองคือ การบริหารคือการจัดการ ที่สามารถนำไปใช้ได้เป็นการทั่วไป(Generic management) ทั้งในการบริหารงานภาครัฐและภาคเอกชน และเป็นที่แน่นอนว่าคุณค่าหลักในการบริหารรัฐกิจสำหรับกระบวนทัศน์นี้คือประสิทธิภาพนั้นเอง
จะเห็นได้ว่ากระบวนทัศน์ในการบริหารรัฐกิจที่ได้กล่าวแล้วทั้งสี่กระบวนทัศน์ล้วนแต่มีจริยธรรมนำการบริหารที่เน้น ประสิทธิภาพแม้ในกระบวนทัศน์ที่สามที่เสนอว่าการบริหารรัฐกิจคือรัฐศาสตร์ แต่ก็ยอมรับว่าวิชารัฐศาสตร์ทำให้เกิดความเข้าใจในการบริหารรัฐกิจเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนในการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหาร
จุดเปลี่ยนที่สำคัญของจริยธรรมการบริหารรัฐกิจเกิดขึ้นในการประชุมที่เมืองมินเนาบรูค (Minnowbrook) ของนักวิชาการบริหารรัฐกิจรุ่นหนุ่ม ใน ค.ศ. 1968 ที่ในเวลาต่อมาเรียกพัฒนาการของวิชานี้ว่า การบริหารรัฐกิจแนวใหม่ (New Public Administration) เมื่อคุณค่าดั้งเดิมของวิชานี้ เช่น ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ประหยัด และการค้นหาเทคนิคการบริหารได้รับความสำคัญน้อยกว่าคุณค่าใหม่ที่ถูกนำเสนอ  ปรัชญาและทฤษฎีในเชิงปทัสถานได้รับความสนใจมากขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของการตั้งคำถามเกี่ยวกับคุณค่า จริยธรรม ความก้าวหน้าของปัจเจกชนที่เป็นสมาชิกขององค์การ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับบริการกับระบบราชการ และปัญหาในเรื่องของเมือง (Urbanism) เทคโนโลยี  และความรุนแรงในสังคม  อย่างไรก็ตามแนวทางใหม่นี้มิได้มีชีวิตที่ยืนยาวพอที่จะบรรลุความใฝ่ฝันในการปฏิวัติเนื้อหาของกระบวนวิชานี้ได้

กระบวนทัศน์ที่ห้า: การบริหารรัฐกิจคือการบริหารรัฐกิจ (Public Administration as Public Administration) (1970-?) เฮนรี่จบการศึกษาพัฒนาการของวิชาบริหารรัฐกิจในสหรัฐอเมริกาไว้เพียง ค.ศ. 1970 โดยชี้ว่าวิชานี้ได้แยกตัวเป็นสาขาวิชาหนึ่งอย่างเป็นเอกเทศเมื่อมีการก่อตั้ง สมาคมแห่งชาติของสถาบันการศึกษาทางด้านกิจการและการบริหารงานของรัฐ” (National Association of Schools of Public Affairs and Administration หรือ NASPAA) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการศึกษาและความสามารถในเชิงเทคนิคให้แก่ผู้บริหารงานในภาครัฐและให้การรับรองวิทยฐานะแก่โครงการปริญญาโททางด้านการบริหารรัฐกิจ หรือ Master of Public Administration (MPA) กิจกรรมประการหลังนี้เพิ่งเริ่มเมื่อ ค.ศ. 1983 และประสบความสำเร็จอย่างมากเมื่อสาขาวิชานี้ได้รับการยอมรับและแยกตัวเป็นสาขาวิชาอิสระและได้รับความนิยมเข้าศึกษาอย่างอุ่นหนาฝาคั่งจากนักศึกษาทั้งในระดับปริญญาตรี โท และเอก นับเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้เรียนและผลิตนักบริหารที่มีความสามารถให้แก่ภาครัฐ  โดยนัยนี้ วิชาการบริหารรัฐกิจยังคงวนเวียนอยู่ที่การสอนเทคนิคการบริหารและแน่นอนว่าคุณค่าหลักที่เป็นจริยธรรมนำการบริหารรัฐกิจก็คือ ประสิทธิภาพนั่นเอง
กล่าวโดยสรุป นักวิชาการบริหารรัฐกิจบางท่านเรียกปรากฏการณ์การบริหารรัฐกิจในช่วงเวลาของห้ากระบวนทัศน์นี้ว่า การบริหารรัฐกิจแบบเก่า” (Old Public Administration) สาระสำคัญของจริยธรรมในการบริหารรัฐกิจแนวนี้ คือ การเน้นคุณค่าหลักในเรื่องประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ประหยัด โดยมีพื้นที่ (Locus) ในการศึกษาอยู่ที่ระบบราชการ และประเด็น (Focus) ในการศึกษาเป็นเรื่องศาสตร์และเทคนิคการบริหารเพื่อให้บรรลุคุณค่าหลักดังกล่าว จริยธรรมการบริหารที่เกี่ยวกับประชาธิปไตย ความยุติธรรม ความเป็นธรรม ความเสมอภาค การมีส่วนร่วมของประชาชน แม้จะได้รับความสนใจบ้างแต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้น  จนไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นจริยธรรมหลักของแนวทางการบริหารรัฐกิจแบบเก่า


การบริหาร การบริหารรัฐกิจ รัฐประศาสนศาสตร์

การบริหาร การบริหารรัฐกิจ รัฐประศาสนศาสตร์ 


นักบริหารยุคใหม่ที่มีคุณภาพและคุณธรรม

             1. ต้องรู้งานที่ทำ
             2. ต้องรู้จักคนที่เป็นผู้ร่วมงาน
             3. รู้จักหลักการและวิธีการจัดการงาน
             4. เป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล
             5. รู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
             6. รู้หลักคุณธรรมและบริหารจิต

Public หมายถึง ข้าราชการ กิจกรรมต่าง ๆ ที่รัฐพึงปฏิบัติ
Administration หมายถึง ความพยายามในการที่จะร่วมมือกันดำเนินการในองค์การ
Public Administration หมายถึง การร่วมมือกันดำเนินงานของรัฐ

รัฐประศาสนศาสตร์ Public Administration เป็นวิชาที่ศึกษาค้นคว้าทางด้านการบริหารงานภาครัฐ
บริหารธุรกิจ Business Administration การบริหารงานของบริษัทห้างร้านเอกชนหรือธุรกิจอื่น
 








ความหมายของการบริหาร


Herbert A Simon กล่าวว่า การบริหาร หมายถึง กิจกรรมของกลุ่มบุคคลที่ร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ร่วมกัน
Ernest Dale กล่าวว่า การบริหาร หมายถึง การทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปโดยใช้ผู้อื่นเป็นผู้กระทำ
             -Administration เป็นการบริหารจัดการ ในองค์การขนาดใหญ่ องค์การทางราชการ หรือบริหารราชการ ภาครัฐ
             -Management เป็นการบริหารจัดการ ในองค์การธุรกิจ การบริหารภาคธุรกิจเอกชน


Thomas S. Khun กำหนดคำว่า Paradigm เป็นเสมือนการกำหนดแก่นของปัญหา แนวทางแก้ปัญหา


1. การแยกการบริหารออกจากการเมือง  (the politics / administration dichotomy(ค.ศ 1900-1926 )
             จุดเริ่มต้นของการศึกษาวิชาบริหารรัฐกิจ เป็นแนวความคิดของการแยกการบริหารกับการเมืองออกจากกันเป็นสองส่วน เป็นแนวความคิดของนักรัฐศาสตร์ โดย Goodnow ได้กล่าวว่า รัฐบาลมีหน้าที่แตกต่างกันอยู่ 2 ประการคือ การเมืองและการบริหาร กล่าวคือ การเมืองเป็นเรื่องของการกำหนดนโยบายหรือการแสดงออกซึ่งเจตนารมณ์ของรัฐ ส่วนการบริหารเป็นการนำนโยบายต่างๆ เหล่านั้น ไปปฏิบัติ ส่วน Leonard D. White ได้ชี้ให้เห็นว่า การเมืองไม่ควรเข้ามาแทรกแซงการบริหาร การศึกษาเรื่องการบริหารรัฐกิจควรจะเป็นการศึกษาในแบบวิทยาศาสตร์เป็นการศึกษาถึง ความจริง ปลอดจาก ค่านิยม ของผู้ที่ศึกษา หน้าที่ของการบริหารก็คือ ประหยัดและประสิทธิภาพ ส่วนการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการกำหนดนโยบายสาธารณะและปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องถือเป็นเรื่องของนักรัฐศาสตร์ในระยะนี้ วิชาการบริหารรัฐกิจถือว่าเป็นสาขาหนึ่งของวิชารัฐศาสตร์


             Woodrow Wilson เขียนบทความ “The study of Administration” เป็นบิดาวิชา รัฐประศาสนศาสตร์ อเมริกา(บิดา รัฐประศาสนศาสตร์ ยุโรปและเยอรมันคือ Max Weber)
             ผู้ให้การสนับสนุน : Frank J. Good now และ Leanard D. White


2. หลักการบริหารจัดการ (the principle of administration)( ค.ศ 1927-1937 )


             เป็นช่วงที่ต่อจากแนวความคิดแรก โดยมองว่าวิชาการบริหารรัฐกิจเป็นเรื่องของหลักต่างๆ ของการบริหารที่มีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์แน่นอน สามารถค้นพบได้และนักบริหารสามารถที่จะนำเอาหลักต่างๆ เหล่านั้นไปประยุกต์ได้ ในแนวความคิดนี้มุ่งที่สิ่งหรือประเด็นที่ศึกษา ซึ้งก็คือความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของการบริหาร ไม่ได้สนใจเกี่ยวกับสถาบันที่ศึกษา เพราะมองว่าการบริหารรัฐกิจและธุรกิจสามารถใช้หลักของการบริหารอย่างเดียวกันได้ ตัวอย่างหลักเกณฑ์การบริหารที่มีชื่อเสียง เช่น หลักที่เป็นหน้าที่ของนักบริหาร คือ POSDCORB ของ Gulic และ Urwick เป็นต้น ต่อมาพาราไดม์นี้ได้รับการโจมตีจากนักวิชาการสมัยต่อมา ว่าการบริหารกับการเมืองไม่สามารถแยกออกจากกันได้ และหลักการบริหารต่าง ๆ นั้นไม่สอดคล้องลงรอยตามหลักของเหตุผล หลักทุกอย่างของการบริหารจะมีหลักที่ตรงกันข้ามกันเสมอ หลักต่าง ๆ ของการบริหารไม่สามารถใช้ได้ในทางปฏิบัติ จะเป็นได้แค่เพียงภาษิตทางการบริหารเท่านั้น
             ผู้ให้การสนับสนุน : Federick W. Taylor , Henri Fayol , Luther Guliek & Lyndall Urwick (คิดกระบวนการบริหาร POSDCORB) , Mary P Follet


             ผู้ไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าเป็นเพียงภาษิตทางการบริหาร (Proverbs of Administration) : Fritz M. Mark , Dwight waldo , John M. guas , Norton E. long


3. การบริหารรัฐกิจ คือ รัฐศาสตร์ (public administration as political science)(ค.ศ.1950-1970 )


             เป็นยุคที่วิชาการบริหารรัฐกิจได้กลับคืนไปเป็นสาขาหนึ่งของวิชารัฐศาสตร์อีกครั้ง ทำให้มีการกำหนดสถาบันที่จะศึกษาใหม่ว่า คือการบริหารราชการของรัฐบาล แต่ไม่ได้พิจารณาสิ่งที่มุ่งศึกษา (Focus) ไป และในยุคนี้ การศึกษาไม่มีความก้าวหน้าในการศึกษามากนักและนักวิชาการบริหารรัฐกิจเริ่มเห็นความต่ำต้อยและใช้ประโยชน์ของการศึกษาในแนวทางนี้


4. การบริหารรัฐกิจ คือ ศาสตร์ทางการบริหาร (public administration administrative science)( ค.ศ. 1956-1970 )
     เป็นช่วงที่นักวิชาการทางการบริหารรัฐกิจได้เริ่มค้นหาแนวทางใหม่ โดยได้เริ่มมาศึกษาถึงวิทยาการทางการบริหาร ซึ่งหมายถึงการศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (organization theory) และวิทยาการจัดการ (management science) การศึกษาทฤษฎีองค์การเป็นการศึกษาของนักวิชาการทางจิตวิทยาสังคม สังคมวิทยาบริหารรัฐกิจ และบริหารรัฐกิจที่จะช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมขององค์การ พฤติกรรมของคนดีขึ้น ส่วนวิทยาการจัดการเป็นการศึกษาของนักวิชาการทางด้านสถิติ การวิเคราะห์ระบบ คอมพิวเตอร์ศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และบริหารรัฐกิจ ที่จะช่วยให้การบราหรมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และเพื่อที่จะใช้วัดประสิทธิผลของการดำเนินงานได้อย่างถูกต้องแน่นอนยิ่งขึ้น การศึกษาในพาราไดม์นี้จึงเป็นการศึกษาที่มุ่งถึงสิ่งหรือประเด็นที่ศึกษา (focus) แต่ไม่กำหนดสถานที่จะศึกษา (lucus) เพราะมองว่าการบริหารไม่ว่าจะเป็นการบริหารรัฐกิจหรือธุรกิจ หรือสถาบันอะไรก็ตามย่อมไม่มีความแตกต่างกัน


             แนวความคิด Organization theory ทฤษฏีองค์การ และ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ Operation Research เน้นศึกษา System Analysis , Cybernatic , Network Analysis , Program management


5. การบริหารรัฐกิจ คือ การบริหารรัฐกิจ (public administration as public administration)(ค.ศ. 1970))


             นักบริหารรัฐกิจได้พยายามที่จะสร้างพาราไดม์ใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนพาราไดม์เก่า ๆ ที่เคยมีมาก่อนจะเป็นลักษณะของสหวิทยาการ การสังเคราะห์ ความรู้ความสามารถในสาขาวิชาการต่าง ๆ มาใช้แก้ปัญหาในสังคม ความโน้มเอียงไปสู่เรื่องที่สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตในเมือง ความสัมพันธ์ทางการบริหารระหว่างองค์การของรัฐและองค์การของเอกชน เขตแดนร่วมกันระหว่างเทคโนโลยีและสังคม นอกจากนี้นักวิชาการบางคนยังสนใจเพิ่มขึ้นในเรื่องของนโยบายศาสตร์ เศรษฐศาสตร์การเมือง กระบวนการกำหนด และการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ และการวัดผลได้ของนโยบาย อันเป็นเรื่องที่มีความสัมพันธ์กันอยู่แยกไม่ออก
             นักวิชาการได้สร้าง รัฐประศาสนศาสตร์ให้เป็นสหวิชาการ (interdisciplinary) ทำให้เกิดแนวคิด – การพัฒนาองค์กร , นโยบายสาธารณะ , ทางเลือกสาธารณะ , เศรษฐศาสตร์การเมือง , การจัดการองค์กรสมัยใหม่


6. การจัดการภาครัฐ (public management)


             ในทศวรรษ 1970 เมื่อสาขาวิเคราะห์นโยบายเริ่มฝึกคนเข้าไปเป็นนักบริหารในภาครัฐ ก็เริ่มเห็นปัญหาทันทีว่า จำเป็นต้องพัฒนาทักษะอื่นเพิ่มเติมนอกเหนือจากการสร้างทางเลือกนโยบาย ข้อสำคัญโอกาสที่จะใช้ทักษะวิเคราะห์นโยบายนั้นค่อนข้างน้อย ผู้บริหารเองก็ต้องการทักษะการจัดการมากกว่า สถาบันที่สอนสาขาการวิเคราะห์นโยบายจึงเปิดหลักสูตรใหม่ ๆ ในด้านการจัดการ การวิเคราะห์นโยบายจึงหันไปเรียกแนวทางที่เปิดใหม่นี้ว่า การจัดการภาครัฐ เนื้อหาของหลักสูตรการจัดการภาครัฐ ก็คือ หลักสูตรการจัดการทั่วไป ในยุคที่หลักการบริหารรุ่งโรจน์ในสมัยนีโอคลาสสิกนั่นเอง โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มหลักเหตุผลหรือจักรกลกับกลุ่มมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิต กลุ่มเหตุผล ประกอบด้วย การศึกษาของกลุ่มเหตุผลจะเน้นการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตอบคำถามทางการจัดการ เน้นการวัดผลงานการให้รางวัลโดยอาศัยผลงานที่มีหลักฐาน


             ในช่วงทศวรรษ 1970 หลักเหตุผลครอบงำความคิดของการจัดการภาครัฐเกือบจะโดยสิ้นเชิง แต่พอต้นทศวรรษ 1980 หนังสือชื่อ In Search of Execellence ของปีเตอร์ (Peters) และวอเตอร์แมน (Waterman) ได้เปลี่ยนความคิดนี้ เพราะในหนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของบริษัทอเมริกันส่วนใหม่ไม่ได้ใช้หลักเหตุผล ตรงกันข้ามกลับใช้หลักสิ่งมีชีวิตและกลยุทธ์ด้านความเป็นมนุษย์ รวมทั้งแนวทางวัฒนธรรมองค์การ หนังสือเล่มนี้จึงมีส่วนกระตุ้นการบริหารภาครัฐให้หันมาสนใจมิติมนุษย์ ซึ่งไม่นานก็แพร่ไปทั่วอาณาบริเวณของการศึกษาการจัดการภาครัฐ นักวิชาการหลายคนเริ่มคิดว่าอาจสร้างความเป็นเลิศให้กับการบริหารภาครัฐได้ ตัวอย่างเช่น การเสนอให้ใช้แนวทางการพัฒนาองค์การ (organizational development)  การจัดการคุณภาพรวมทั้งองค์การ (Total quality management)  และการจัดการกลยุทธ์ที่เน้นวัฒนธรรม (culturally oriented strategic management)
 
             นอกจากนั้นกลุ่มการจัดการภาครัฐยังแบ่งแนวทางการศึกษาของตนออกเป็นอีก 3 สาขา คือ การจัดการเชิงปริมาณหรือเชิงวิเคราะห์ ซึ่งพัฒนามาจากการวิเคราะห์นโยบายและเศรษฐศาสตร์ จะเน้นการใช้เทคนิคเชิงกลยุทธ์ชั้นสูงต่าง ๆ เช่น การพยากรณ์ การวิเคราะห์ต้นทุนผลประโยชน์ การจัดการเพื่อการปลดปล่อย เป็นแนวคิดที่มองว่าข้าราชการไม่ได้เป็นคนเลว ผู้บริหารภาครัฐเป็นคนที่มีความสามารถสูงและรู้วิธีการจัดการดี แต่ปัจจุบันกำลังติดต่ออยู่กับดักของระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะปลดปล่อยข้าราชการออกจากระบบนี้ นักการเมืองและผู้ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ จะต้องให้ผู้บริหารได้มีโอกาสบริหาร ต้องสนับสนุนให้เกิดการคิดกลยุทธ์ต่าง ๆ โดยหาทางลดกฎระเบียบและการจัดการที่มุ่งเน้นตลาด


7. การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่


             ถ้ามองการพัฒนาการการจัดการภาครัฐแนวใหม่จะเห็นว่า พัฒนามาจากการจัดการภาครัฐ โดยเฉพาะการจัดการภาครัฐในแนวทางการจัดการเพื่อการปลดปล่อยและแนวทางการจัดการทีมุ่งเน้นตลาด และการจัดการภาครัฐทั้ง 2 แนวทางนี้ก็มีรากฐานมาจากทฤษฎีทางเลือกสาธารณะ และเศรษฐศาสตร์สถาบันใหม่ หรือเศรษฐศาสตร์องค์การ มีลักษณะเด่นคือ ความพยายามแก้ปัญหาของระบบราชการแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงในด้านประสิทธิภาพและการให้บริการประชาชน ซึ่งหัวใจสำคัญของการจัดการภาครัฐแนวใหม่ก็คือ การปฏิรูประบบราชการนั้นเอง

รัฐศาสตร์ สาขาบริหารรัฐกิจ


     บริหารรัฐกิจ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ ตรงกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “Public Administration” ซึ่งเป็นสาขาวิชาหนึ่งในคณะรัฐศาสตร์ หรือ สังคมศาสตร์ของทุกสถาบัน เช่น คณะรัฐศาสตร์ สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ สาขาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ สาขาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะรัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น โดยส่วนใหญ่แล้วบริหารรัฐกิจ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ จะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการบริหารงานภาครัฐ หรือ ระบบราชการนั่นเอง รวมทั้งองค์กรของรัฐ เช่น รัฐวิสาหกิจ และองค์กรมหาชนต่างๆ โดยส่วนใหญ่มักเน้นเรื่องกรอบแนวความคิดด้านการบริหารองค์การและการจัดการ (Organization & Management) การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources Management) การบริหารงานคลังและงบประมาณ (Fiscal Administration & Budgeting) การบัญชีรัฐบาล (Government Accounting) การวางแผนบริหาร (Administrative Planning) กฎหมายมหาชน (Public Laws) ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานภาครัฐ (Public Information System) นโยบายสาธารณะ (Public Policy) การบริหารงานตำรวจ (Police Administration) และจิตวิทยาองค์การ (Organizational Psychology)

คุณสมบัติของผู้สนใจที่จะศึกษาต่อสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์

1. ควรมีพื้นฐานความรู้และชอบศึกษาในกลุ่มสาระฯ วิชาสังคมศึกษา โดยเฉพาะสาระการเรียนรู้ด้านหน้าที่พลเมือง และกฎหมาย หรือ ความรู้ทั่วไปทางรัฐศาสตร์ นั่นเอง
2. สนใจและติดตามข่าวสารบ้านเมืองโดยเฉพาะข่าวการเมือง ข่าวเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ข่าวเศรษฐกิจการเมือง และนโยบายของรัฐบาล โดยสามารถวิเคราะห์วิจารณ์เหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ต่างๆ เหล่านั้นได้อย่างเป็นระบบและมีเหตุผล
3. ชอบและสนใจวิชาด้านการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ (Bureaucracy) เพื่อการพัฒนาประเทศ (Development Administration) โดยเฉพาะองค์กรที่มิได้มุ่งแสวงหากำไร (Non-Profit Organization) แต่อย่างไรก็ตาม ผู้สำเร็จการศึกษาสาขาวิชานี้สามารถนำความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือด้านการบริหารไปปรับใช้ในองค์กรธุรกิจที่แสวงหากำไรได้เช่นกัน
4. ต้องพร้อมที่จะเรียนรู้สหวิทยาการ เนื่องจากสาขาวิชานี้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสาขาวิชาอื่นๆ มากมาย เช่น เศรษฐศาสตร์การเงิน-การคลัง การบัญชี การบริหารและการจัดการ กฎหมายปกครอง การพัฒนาสังคม การสื่อสารองค์กร จิตวิทยา และรัฐศาสตร์สาขาอื่นๆ
5. ควรมีความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สถิติ และภาษาอังกฤษอยู่ในเกณฑ์ดี
6. ต้องมีอุดมการณ์ที่จะทำงานเพื่อประโยชน์ของสาธารณชน โดยไม่ใช้กลไกของระบบราชการมากอบโกยผลประโยชน์เข้าพวกพ้อง และเข้าใจดีถึงทฤษฎีการพัฒนาประเทศ ความเสมอภาค และความยุติธรรมทางสังคม

จบรัฐศาสตร์สาขาบริหารรัฐกิจทำงานอะไร

1. แหล่งงานภาครัฐ บัณฑิตสาขาวิชานี้สามารถทำงานด้านบริหาร นโยบาย และแผนงานได้ทุกหน่วยราชการ ทุกกระทรวง ทบวง กรม กอง เช่น ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป  เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน เจ้าหน้าที่ประสานงาน เจ้าหน้าที่บริหารงานบุคคล เลขานุการบริหาร นักวิชาการศึกษา ฯลฯ สำหรับผู้ที่มีความรู้ภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาต่างประเทศดีก็สามารถทำงานเป็นเจ้าหน้าที่วิเทศสัมพันธ์ หรือ นักการทูตได้ สำหรับในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และองค์กรมหาชนก็มีตำแหน่งคล้ายคลึงกับหน่วยงานราชการ
2. แหล่งงานภาคเอกชน ตามที่ได้กล่าวแล้วว่า บัณฑิตสาขาวิชานี้ได้เรียนรู้ความรู้ และเครื่องมือทางการบริหารงานมากกว่าสาขาอื่นๆ ของวิชารัฐศาสตร์จึงทำให้บัณฑิตสามารถนำความรู้เทคนิคด้านการบริหารจัดการไปใช้ในการทำงานภาคเอกชนได้ดีในการบริหารงานทุกระดับของบริษัท โดยเฉพาะบัณฑิตที่มีความรู้การคำนวณ และภาษาดี ขอบข่ายงานก็ยิ่งจะกว้างขวางมากขึ้น เช่น นักวิเคราะห์โครงการ นักวิเคราะห์การลงทุน นักวิเคราะห์ระบบงาน นักบริหารองค์การระดับสูงที่สามารถวิเคราะห์การบริหารเศรษฐกิจมหภาคได้
Credit: nitsit.org

มหาวิทยาลัยที่เปิดสอนรัฐศาสตร์สาขาบริหารรัฐกิจ

เกษตรศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มหาสารคาม จุฬาลงกรณ์

my photo